2011/May/03

 Part 4: Deepest Scar

 

 

 

หิมะร่วงหล่นโปรยปรายแทรกซึมอยู่ในอณูสีดำมืดของบรรยากาศยามใกล้ค่ำดูคลับคล้ายกับม่านหมอกหนาหนักที่พลิ้วไหวท่ามกลางความมืดมิด แม้ว่านาฬิกาที่ก้าวเดินเป็นจังหวะไปตามห้วงกาลที่ผันผ่านไปทุกวินาทีจะบ่งบอกเวลาเพียงหกโมงเย็นหากมวลหนาของน้ำแข็งในบรรยากาศกลับบดบังแสงอัสดงอันอบอุ่นของดวงอาทิตย์ให้จางหายไปสิ้นเหลือไว้เพียงความมืดที่ย่างกรายเข้าครอบคลุมทั่วพื้นที่เสียจนแทบมองอะไรไม่เห็น

 

 

ดวงตาคู่งามจับจ้องนิ่งงันผ่านกระจกใสของบานหน้าต่างที่เกล็ดน้ำแข็งจับตัวอยู่เป็นก้อนหนา แก้วตาที่สะท้อนสีดำคละเคล้าปนเปด้วยสีขาวของม่านหิมะนั้นชโลมไปด้วยแววโศกเศร้าและเงียบเหงาสุดใจ ราวกับเขากำลังถูกความมืดภายนอกที่แผ่อณูผ่านเข้ามาทางหน้าต่างกลืนกินทั้งร่างให้ตกอยู่ในห้วงดำมืดที่สุด

 

มือเรียวบางที่วางแนบอยู่บนตักกลับกำเข้ากันแน่นเมื่อสมองเข้าสู่ภาวะตึงเครียด ลมหายใจเริ่มกระชั้นถี่เร็วจนเกือบกลายเป็นหอบสะท้าน วูบหนึ่งที่เงาดำตะคุ่มของหมู่มวลต้นไม้ซึ่งหลงเหลือเพียงกิ่งก้านต้องลมแรงจนสั่นไหวเสียดสีส่งเสียดกรีดร้องแสนพรั่นพรึงดังลึกเข้ามาในโสตประสาท ความมืดมิดแสนหมองมัวซ้ำยังหนาวเยือกเฉกเช่นฝันร้ายกำลังดูดกลืนร่างของเขาให้จมดิ่งล้ำลึก หากแม้นจะตะเกียดตะกายเอาชีวิตรอดสักเพียงไหนหากแต่เมื่อยิ่งพยายามก็พลันยิ่งสูญเปล่า ซ้ำยังถูกถาโถมกระหน่ำซัดด้วยความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาแสนทรมาน

 

 

เมื่อนั้นที่ช่องว่างลึกล้ำในหัวใจพลันขยายใหญ่ขึ้นเสียจนเขารู้สึกวูบโหวงเจ็บเสียดทุกครั้งที่หายใจ บรรยากาศแสนมืดมิดหนาวเย็นยามค่ำคืนพลันจุดความทรงจำในห้วงลึกของจิตใจให้วูบขึ้นมาในสมองโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

 

ความทรงจำดำมืดที่ไม่อาจลืมเลือนในค่ำคืนที่มืดมนที่สุดและหนาวเหน็บที่สุดกลางฤดูหนาวแสนโหดร้าย

 

 

 

 

“ของแกนี่มันแน่นดีจริงๆแจจุง”

 

 

กระแสเสียงน่าแขยงหยาดดังขึ้นมาในสมอง แจจุงขบฟันแน่น ราวกับกล่องความทรงจำของเขาถูกมือล่องหนกระชากเปิดฉุดให้กระไอความเจ็บปวดทรมานแผ่ซ่านครอบคลุมทั้งสรรพางค์กายราวกับเหตุการณ์เพิ่งจะเกิดขึ้นในตอนนี้ สีขาวภายในห้องกว้างกลับพลันเปลี่ยนกลายเป็นสีดำของห้องมืดนรกห้องนั้นที่ฉายชัดอยู่ในความทรงจำเลวร้าย แก้วตามืดสนิทสะท้อนภาพกรอบหน้าต่างที่ถูกยึดเกาะด้วยหิมะหนาหากไม่ใช่หน้าต่างบานเดียวกันกับที่อยู่ตรงหน้าในขณะนี้

 

 

“ไม่! ได้โปรดผมเจ็บ”

 

 

“หุบปาก!”

 

 

ราวกับอวลไออบอุ่นภายในห้องถูกแทนที่ด้วยสัมผัสน่าสำรอกที่เคล้นคลึงอย่างหื่นกระหายอยู่ทั่วทุกอณูบนผิวกาย เสียงหวีดหวิวของกระแสลมแรงพัดโหมคลาเคล้าเสียงหัวเราะน่ารังเกียจของเหล่าปีศาจในคราบมนุษย์ที่ตักตวงความเสกสมบนเรือนร่างเปลือยเปล่าของเขา มือเรียวที่วางอยู่บนตักกำเข้ากันแน่นจนสั่น ดวงตาเบิกกว้างฉายแววหวาดกลัวสั่นระริก แจจุงหายใจถี่เร็วรวดร้าวราวกับร่างกายกำลังจะแตกสลาย

 

 

"ขอเพื่อนฉันอีกคนน่าแจจุง เรื่องแบบนี้นายชอบไม่ใช่หรือ”

 

 

พายุภายนอกโหมกระโชกกระแทกบานกระจกเกิดเสียงกัมปนาทสั่นประสาท หิมะหนาตกหนักบ้าคลั่งจนไฟถนนที่เคยส่องแสงสลัวภายนอกดับลงไปหลายดวง เสียงนาฬิกาที่ดังเบาๆตามจังหวะกลับดังระงมอยู่ในหูราวกับนับถอยหลังช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เขาได้ยินสุ้มเสียงภาวนาแสนอ่อนล้าของตนซึ่งไม่นานก็ถูกกลบกลืนด้วยเสียงตวาดรุนแรงของผู้ที่ขืนข่มร่างกายของเขา

 

 

“ช่วยด้วย”

 

 

เขากรีดร้องสุดแรง หากแต่ในห้วงลึกที่ดำมืดที่สุดกลับไม่มีใครสดับรับฟังเสียงของเขาแม้เพียงกระซิบ กระแสเสียงสอดแทรกขึ้นมาจากลำคอแห้งผากที่เค็มปร่าด้วยน้ำตาแสนลำบากยากเข็ญเกิดทน หัวใจแผดร้องด้วยความหวาดกลัวสุดชีวิต ร่างทั้งร่างถูกปีศาจนรกฉีกทึ้งรุกล้ำอย่างดุร้ายเกรี้ยวกราดเสียจนแตกยับไม่เหลือชิ้นดี ราวกับไม่เปิดโอกาสให้ชีวิตของเขาได้มีแสงสว่างอีกต่อไป

 

 

 

“หนีมาอยู่นี่เองสินะ”

 

 

ไม่!

 

 

“คุณหนูกลับบ้านกับผม ทำทุกคนวุ่นวายมากพอแล้ว”

 

 

ไม่เอา! ไม่กลับ!

 

               

ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางศีรษะ แจจุงสะดุ้งสุดตัวเมื่อภาพของอีกเหตุการณ์หนึ่งท่ามกลางหิมะเบียดแทรกเข้ามาในความคิด ความมืดถูกแทนที่ด้วยแสงสว่างเจิดจ้าจนแสบตาเมื่อฝ่ายนั้นกระชากประตูรถเปิดออก แจจุงดิ้นรนสุดแรงเมื่อมือหยาบทั้งสองพยายามฉุดกระชากร่างของเขาให้จมดิ่งลงไปในขุมนรกอีกครั้ง เขาได้แต่กัดฟันกรีดร้องผลักไสท่ามกลางเสียงหัวใจที่เต้นระรัวด้วยความตื่นกลัวสุดชีวิตเมื่อใบหน้าของชายผู้นั้นแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าแสนน่าสะพรึงของปีศาจร้าย เสียงหัวเราะชวนสยดสยองในความทรงจำดังสะท้อนก้อง

 

 

 

 

ช่วยด้วย!

 

 

เสียงแหบแห้งดังลั่นห้องกว้างสีขาว ร่างบางที่นั่งอยู่บนโซฟานุ่มสั่นระริกไปทั้งร่าง ดวงตาเบิกกว้างตื่นกลัวสุดขีด ฟันขาวกระทบหนาวสั่นราวตกอยู่กลางพายุหิมะ น้ำตาหลั่งไหลลงมาเปื้อนสองข้างแก้มอย่างไม่อาจกลั้น หน้าอกกระเพื่อมไหวรุนแรงตามลมหายใจที่หอบสะท้านเหมือนกลัวว่าอากาศรอบตัวจะหมดไปในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง เสียงสะอื้นแผ่วเบาเจือจางในห้วงอากาศฟังดูทรมานลึกล้ำราวกับเจ้าตัวกำลังจะขาดใจ

 

 

“คุณแจจุงเป็นอะไรไปคะ”

 

พยาบาลสาวที่เพิ่งสังเกตเห็นอาการผิดปกติรีบทิ้งงานที่ตนทำค้างอยู่แล้วรุดเข้ามาหาร่างบางทันที ทว่าก็ต้องตกใจเมื่อขณะที่มือของเธอเพียงแตะสัมผัสเบาๆที่ลาดไหล่บอบบางนั้นเจ้าตัวก็พลันสะดุ้งหนีรวดเร็วราวถูกของร้อน ใบหน้าที่เคยมีเลือดฝาดสวยงามบัดนี้กลับซีดขาวจนเหมือนกับกระดาษ

 

 

“คุณแจจุง...”

 

กล่าวปลอบด้วยเสียงนุ่มหวังให้คนที่กำลังตึงเครียดได้ผ่อนคลายลง เธอพยายามสอดนิ้วมือเข้าไปปลดมือเรียวที่กำแน่นจนสั่นให้คลายออกบ้างทว่ากลับสูญเปล่า ฟันคมกัดกระทบกันรุนแรงเกิดเสียงขบลั่นจนกลัวว่าจะพลาดไปโดนลิ้นเข้า และแทบจะทันทีเมื่อเธอก้มลงสังเกตเห็นดวงตาสั่นระริกคู่นั้นเธอก็ร้องอุทานออกมาอย่างตกใจ ดวงตาดำมืดไร้แววสะท้อนซึ่งความรู้สึกใดๆ ราวกับว่าเจ้าตัวสูญเสียความเป็นตัวเองไปแล้วในขณะนี้เร่งให้พยาบาลสาวก็ตัดสินใจร้องเรียกคนมาช่วยอย่างรวดเร็ว

 

 

“ช่วยตามหมอมาที คุณแจจุงชัก!”

 

สิ้นเสียงตื่นตระหนกของเธอและเสียงฝีเท้าของพยาบาลอีกคนที่รีบวิ่งไปตามแพทย์มาช่วยดวงตาสีดำมืดของแจจุงก็เบิกกว้างขึ้นกว่าเดิม สุ้มเสียงที่ดังเล็ดรอดออกมาจากริมฝีปากซีดนั้นแหบแห้งและสั่นพร่าเสียจนฟังไม่ได้ศัพท์หากกระแสเสียงเจือไปด้วยความเจ็บปวดร้าวรานมากล้น

 

 

“คุณแจจุง!”

 

 

ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกความมืดสนิทเข้าครอบงำจนสิ้น จิตสำนึกสุดท้ายร้องก้องขึ้นภายในใจแสนอ่อนแรง

 

 

ยุนโฮ ช่วยผมด้วย...ยุนโฮ

 

 

               

 

 

 

 

แพทย์หนุ่มถอนหายใจหนักหน่วงยามจ้องมองร่างบอบบางที่นอนสลบไสลอยู่บนเตียง แม้ว่าใบหน้าซีดขาวที่เห็นแต่แรกจะเริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้างแล้ว และอาการตึงเครียดจนกล้ามเนื้อเกร็งไปทั่วร่างก่อนหน้านี้จะผ่อนคลายลงจนเป็นปกติ ทว่ายุนโฮก็ไม่อาจคลายความกังวลให้ลดลงได้

 

จากการบอกเล่าของพยาบาลที่เขาฝากให้ดูแลแจจุงระหว่างที่ตนเข้าไปทำหน้าที่ในห้องผ่าตัดเป็นเวลาหลายชั่วโมงนั้นก็ดูเหมือนกับว่าจู่ๆร่างบางจะเกิดอาการหนาวสั่นราวจับไข้ขึ้นมาเองโดยไร้สาเหตุ ยุนโฮรู้ดีด้วยเพราะเขาดูแลฝ่ายนั้นมาเนิ่นนานว่าแจจุงไม่ได้เป็นโรคลมชัก แม้ก่อนหน้านี้จะเกิดอาการชักบ้างเล็กน้อยแต่นั่นก็เป็นตอนที่ประสบอุบัติเหตุใหม่ๆเมื่อปีก่อนเท่านั้น ซึ่งเมื่อระยะเวลาเยียวยาจิตใจให้ได้รับการรักษาฟื้นฟูขึ้นมาแล้วอาการเหล่านี้ก็พลอยหายไปเองโดยธรรมชาติ แล้วเหตุใดมันจึงกลับมาเกิดขึ้นอีกในวันนี้

 

 

ชายหนุ่มมองไปยังโซฟาตัวใหญ่ที่หันหน้าเข้าหาหน้าต่างบานสูงซึ่งเป็นที่สุดท้ายที่เขาเห็นแจจุงนั่งอยู่ก่อนจะละสายตาเพื่อไปผ่าตัดพลันครุ่นคิดอย่างหนัก หากสาเหตุไม่ได้เกี่ยวกับความผิดปกติของร่างกายเช่นนั้นแล้วก็ต้องมีอะไรมากระทบกระเทือนจิตใต้สำนึกของร่างบางเป็นแน่

 

เขาพรั่งพรูลมหายใจอีกครั้งอย่างนึกกังวล ในภาพทิวทัศน์เช่นนั้นมีอะไรที่เป็นหนึ่งในความทรงจำเลวร้ายของแจจุงอย่างนั้นหรือ ภาพหิมะตกในคืนที่ท้องฟ้าไร้แสงดาวไปสะกิดบาดแผลอะไรในหัวใจดวงน้อยนั้นกันแน่ ยุนโฮคิดไม่ตกได้แต่ลูบไล้มือเรียวเล็กที่กุมอยู่นั้นอย่างปลอบประโลม พลางจุมพิตลงไปแผ่วเบาทั้งที่หัวคิ้วของตนยังขมวดมุ่น

 

 

ภาพของชายหนุ่มที่กำลังเคร่งเครียดอย่างหนักถูกฉายอยู่ในกรอบสายตาของแพทย์รุ่นน้องที่หยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องพัก หากไม่เป็นเพราะว่ายุนโฮกำลังใช้สมาธิอย่างคร่ำเคร่งก็อาจเป็นเพราะชายหนุ่มกำลังถูกภวังค์เหม่อลอยครอบงำเสียจนไม่รับรู้การมีอยู่ของคนอื่น และแม้ว่าตำแหน่งที่ชางมินยืนอยู่จะไม่อาจมองเห็นสายตาของยุนโฮได้ หากแต่เขาก็สามารถจินตนาการได้ถึงทั้งสีหน้าและแววตาของอีกฝ่ายได้ด้วยเพราะรู้จักกันมาหลายปี

 

เขารู้ดีว่ายุนโฮไม่เหมือนคนอื่น เหตุการณ์บางอย่างที่คนอื่นต้องเผชิญในชีวิตอาจทวีความร้ายแรงเป็นเท่าตัวเมื่อมาอยู่ต่อหน้าชองยุนโฮ ไม่ใช่เพราะชายหนุ่มเป็นคนอ่อนแอหากแต่เรียกได้ว่าในบางครั้งอาจเปราะบางเกินไปกว่าที่จะต้านทานแรงกดดันหนักหน่วงได้เพียงลำพัง เท่าที่เขารู้จักรุ่นพี่คนนี้มาทำให้รู้ว่ายุนโฮเป็นคนคิดมากถึงขั้นเคยพบจิตแพทย์อยู่บ่อยครั้งตลอดช่วงระยะเวลาที่เป็นแพทย์ประจำห้องผ่าตัด ด้วยเพราะอาชีพแสนเคร่งเครียดและกดดันซึ่งแบกรับความเป็นความตายของผู้อื่นไว้บนบ่าแต่เพียงผู้เดียว

 

 

ยุนโฮไม่ใช่คนไร้ความสามารถหากตรงกันข้ามคือความสามารถของเขาโดดเด่นชนิดหาตัวจับได้ยาก แต่เขาก็ไม่ใช่เทวดาที่จะดลบันดาลให้คนป่วยหายดีไปเสียทุกราย หากโชคดีก็จะหายเป็นปกติทว่าถ้าไม่เป็นเช่นนั้นมันก็นอกเหนือเกินกว่าที่แพทย์ซึ่งเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาๆจะกำหนดชะตากรรมได้ ไม่เคยมีใครกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของยุนโฮหากอาการของผู้ป่วยรายนั้นสายเกินกว่าจะยื้อยุดชีวิตไว้ได้ ทว่ากลับเป็นยุนโฮเสียเองที่ลงโทษตนเองด้วยการเก็บความเสียใจนั้นไว้เพียงลำพังกระทั่งความเจ็บปวดเหล่านั้นนับวันจะยิ่งเรื้อรังตกตะกอนจนยากจะรักษา

 

ครั้งหนึ่งยุนโฮเคยอ่อนล้าเสียจนเกือบจะเลิกเป็นหมอ เพื่อนร่วมรุ่นบางคนกล่าวติดตลกแบบไม่คิดมากว่าชายหนุ่มดีเกินไปกว่าที่จะเป็นหมอ แต่ถึงแม้จะลาออกไปเป็นนักบุญอย่างฉายาที่เพื่อนๆแกล้งเรียกแล้วก็ไม่วายเครียดจนบ้าเพราะต้องฟังคนอื่นสารภาพบาปให้ฟังอยู่ทุกอาทิตย์เป็นแน่ คราวนั้นที่ได้ยินทั้งเขาและยุนโฮเพียงแต่ส่งเสียงหัวเราะไปกับตลกร้ายนั้น หากแต่พอมาครุ่นคิดถึงในขณะนี้แล้วชางมินกลับไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องตลกเลยสักนิด

 

 

ชางมินจ้องมองท่าทางแสนเศร้าเคล้าสิ้นหวังของชายที่เขานับถือเหมือนเป็นพี่ชายแท้ๆอย่างเป็นห่วง อากัปกิริยาพะว้าพะวงเอาแต่จ้องมองนาฬิกาสลับกับใบหน้าของคนที่หลับใหลบนเตียงทำให้ชางมินเดาไม่ยากว่ายุนโฮคงกำลังคิดมากเรื่องอาการของร่างบางในความดูแลของตนอยู่เป็นแน่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้วเขาเองก็มีส่วนผิดที่เป็นสาเหตุให้ยุนโฮต้องรีบเร่งเดินทางเข้าเมืองในสภาพอากาศที่เลวร้ายเช่นนี้

 

 

“พี่ยุนโฮครับ เอ่อ คืนนี้จะพักที่โรงพยาบาลหรือจะกลับไปที่คอนโดครับ ถ้ายังไงผมจะได้ขับรถไปส่ง พี่ดูเหนื่อยมากแล้วน่ะครับ”

 

เสียงของแพทย์หนุ่มรุ่นน้องฟังดูลังเลไม่แน่ใจเมื่อตัดสินใจทำลายความเงียบน่าอึดอัดภายในห้อง เขามองยุนโฮที่ยังอยู่ในชุดเดิมกับที่ใส่ในห้องผ่าตัดด้วยสายตาที่ทั้งห่วงใยและเกรงใจไปพร้อมกัน ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างเตียงขยับเล็กน้อยราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์ความคิดอันยุ่งเหยิงของตนพลางส่งยิ้มแสนเหนื่อยล้าแทนความหวังดีไปให้

 

 

“ไม่เป็นไรหรอกชางมิน นายไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวรอให้แจจุงฟื้นเมื่อไหร่พี่คงพากลับไปพักที่คอนโดน่ะ”

 

สิ้นน้ำเสียงทุ้มที่ติดจะแหบแห้งเพราะความอ่อนล้านั้นใบหน้าหล่อเหลาก็หันไปจับจ้องอยู่ที่เจ้าชายนิทราบนเตียงเช่นเดิม ชางมินก้าวเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างเตียง เหลือบมองใบหน้าสวยงามที่ยังไม่ได้สตินั้นสลับกับของรุ่นพี่ เขาวางมือลงไปบนลาดไหล่แกร่งที่บัดนี้เกร็งแข็งขึ้นด้วยความเคร่งเครียดแล้วบีบเบาๆ

 

 

“วันนี้ผมขอบคุณพี่มากนะครับ ถ้าไม่ได้พี่แม่ผมคงแย่”

 

 

“ไม่เป็นไรหรอกชางมิน เรื่องแค่นี้เอง”

 

คำกล่าวพร้อมรอยยิ้มเจือจางแสนจริงใจของยุนโฮที่แลดูรู้ว่าเจ้าตัวพยายามเหลือเกินที่จะฝืนยิ้มออกมาท่ามกลางความกังวลที่อัดแน่นอยู่ในอกนั้นทำเอาชางมินอดจะยิ่งรู้สึกผิดไม่ได้ เขาเพียงคิดอยากจะทำอะไรหรือพูดอะไรบางอย่างเพื่อเป็นการแบ่งเบาความเครียดของอีกฝ่ายให้บางเบาลงไปบ้าง

 

 

“พี่แจจุงไม่ได้เป็นแบบนี้บ่อยๆใช่ไหมครับ อาจเป็นเพราะเดินทางไกลจนร่างกายเหนื่อยล้าก็ได้ ผมขอโทษด้วยนะครับ”

 

 

“พูดอะไรอย่างนั้นล่ะชางมิน อาจจะไม่ใช่แบบนั้นก็ได้ แต่เฮ่อ...อย่างน้อยที่สุดถ้าแจจุงฟื้นขึ้นมาเองคืนนี้ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบกระเทือนต่อสมองหรอก”

 

สิ้นคำพูดที่ราวกับจะปลอบใจทั้งตนเองและรุ่นน้องที่อยู่เคียงข้างทั้งห้องกว้างก็ไร้ซึ่งเสียงจากบทสนทนาใดๆอีก ชายหนุ่มทั้งสองต่างพร้อมใจกันจมตัวเองให้ดำดิ่งอยู่ในความคิดแสนตึงเครียดในระดับที่ไม่ได้ต่างกัน ยุนโฮได้แต่จ้องมองแจจุงสลับกับนาฬิกาบนผนังห้อง มือเรียวทั้งสองกุมมือบางข้างหนึ่งของคนที่ยังไม่ได้สติไว้อย่างเหม่อลอยไม่ต่างกับชางมินที่ปล่อยปลายสายตาให้ลอยคว้างไปกับเกล็ดหิมะที่โปรยปรายอยู่ภายนอกหน้าต่าง

 

 

บรรยากาศเงียบเหงาของโรงพยาบาลพลันเข้าเล่นงานเมื่อกระแสเสียงใดๆถูกกลืนกินด้วยความเงียบงัน สีขาวของผนังห้องและหิมะภายนอกที่แม้ว่าจะลดลงกว่าเมื่อชั่วโมงก่อนแล้วแต่ก็ยังโปรยปรายลงมาไม่หยุดยิ่งเสริมให้มวลอากาศที่ถูกห้อมล้อมด้วยความเจ็บปวดทรมานของโรงพยาบาลกลวงเปล่าเสียยิ่งกว่าที่เคย อวลไอของความรู้สึกที่ยุนโฮและชางมินต่างก็รู้สึกถึงมันได้ในสถานที่ซึ่งความหวังและความสิ้นหวังปะปนผสมผสานอยู่ในอณูอากาศเสียจนแทบแยกกันไม่ออก

 

แม้ว่าด้วยอาชีพจะทำให้ทั้งสองคุ้นเคยกับบรรยากาศของโรงพยาบาลเป็นอย่างดีหากแต่ก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าชื่นชอบโลกที่ราวถูกเทราดด้วยสีขาวนี้นัก ยิ่งสำหรับยุนโฮที่ร้างลาสถานที่แสนเย็นชาเช่นนี้ไปนานเมื่อกลับมาอีกครากลับยิ่งซึมซับความรู้สึกสิ้นหวังที่เจืออยู่รอบกายได้ไวมากกว่ายามปกติ

 

 

ยุนโฮหลับตาพลันหายใจให้ลึกแม้ว่าทุกครั้งที่ได้หอบเอาอากาศว่างเปล่าแสนเย็นชืดเข้าไปในปอดนั้นกลับจะทำให้รู้สึกเหมือนว่าถูกดูดเอาพลังชีวิตที่เปี่ยมด้วยความหวังให้มอดลงไปทีละน้อย หากเขาก็ยังสูดลมหายใจอย่างที่อีกในความคิดหนึ่งก็หวาดกลัวว่าอากาศที่ห้อมล้อมกายอยู่นี้จะหมดไปในไม่ช้า เขารู้สึกแย่และอึดอัดยิ่งว่าเคยเหมือนความกังวลภายในอกที่เก็บกักไว้เป็นเวลานานโดยที่ไม่เคยระบายออกมาให้ใครได้รับฟังนั้นถึงคราวระเบิด ยิ่งนึกถึงเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ด้วยแล้วก็ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกราวกับว่าเขากำลังจะเสียสติ

 

 

“ชางมิน นายว่าพี่ทำถูกหรือเปล่า”

 

เจ้าของชื่อเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงถามเมื่อจู่ๆผู้เป็นพี่ก็โพล่งทำลายความเงียบออกมาโดยไม่ได้บอกกล่าว ชางมินได้ยินเสียงขบฟันจนแน่นเหมือนว่าเจ้าตัวกำลังเคร่งเครียดอย่างหนัก เขาตัดสินใจลากเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ๆมาแล้วนั่งลงเคียงข้าง รู้ดีด้วยที่รู้จักกันมากว่าสิบปีว่ารุ่นพี่กำลังไม่สบายใจและต้องการที่ระบาย เขาวางมือลงบนท่อนแขนที่เกร็งเขม็งของยุนโฮพลางบีบเบาๆโดยไม่ได้กล่าวถามหรือเร่งเร้าอีกฝ่ายแต่อย่างใด ปล่อยให้เจ้าตัวเรียบเรียงคำพูดและพร้อมที่จะกล่าวออกมาเองโดยไม่ถูกกดดัน

 

 

“เรื่องแจจุงน่ะ...ทั้งที่พี่ไม่ได้เป็นญาติอะไรกับเขา แล้วเอาเขามาดูแลโดยพลการอย่างนี้...”

 

 

“สมมุติถ้าหากว่าวันหนึ่งญาติของเขามาเจอเข้าแล้วจะทวงเขากลับไป มันจะผิดไหมชางมินถ้าพี่ไม่ยอมให้แจจุงไป”

 

สิ้นคำพูดยุนโฮก็พรูลมหายใจหนักหน่วงออกมายืดยาวอย่างคนที่แบกรับความรู้สึกผิดไว้เต็มสองบ่า เขาถอดแว่นสายตาที่สวมอยู่หลายชั่วโมงตั้งแต่ผ่าตัดนั้นออกไปวางไว้ที่โต๊ะข้างๆ ก่อนจะใช้ปลายนิ้วบีบนวดหว่างคิ้วของตนเบาๆคลายความตึงเครียดที่แล่นริ้วขึ้นมาตามสมอง ปากหยักพรั่งพรูออกมาราวกับเก็บกดความกังวลนี้ไว้เนิ่นนานจนถึงคราวปะทุ

 

 

“พี่มันแย่ใช่ไหมชางมิน ความจริงแล้วพี่มันก็แค่ไอ้คนเห็นแก่ตัวที่น่าสมเพชคนหนึ่งใช่หรือเปล่า”

 

ปลายเสียงของยุนโฮฟังคล้ายเสียงสะอื้นหากแต่ไม่มีแม้น้ำตาสักหยดที่ถูกกลั่นออกมาจากดวงตา ทว่าชางมินกลับรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่เลวร้ายกว่านั้น บัดนี้ดวงตาของยุนโฮคลาเคล้าด้วยความหมองเศร้าสิ้นหวังเหมือนกับกำลังกล่าวโทษตัวเองถึงความผิดพลาดทุกอย่างที่บางทีแล้วอาจจะไม่ใช่ความผิดของเจ้าตัวเสียด้วยซ้ำ หนุ่มรุ่นน้องลอบถอนหายใจหนัก เขาคิดอยากจะให้พี่ชายคนนี้ร้องไห้ระบายออกมาเสียในตอนนี้ยังจะดีกว่า

 

 

“ไม่ผิดหรอกครับ ถ้าหากพี่เป็นคนที่เคยสูญเสียคนที่เคยรักที่สุดมาแล้ว...”

 

จบคำพูดของหนุ่มรุ่นน้อง ยุนโฮก็ซบใบหน้าของตนลงกับมือเรียวบางของแจจุงที่กุมไว้แต่แรก และแม้ว่าชางมินจะไม่ได้ยินเสียงสะอื้นหรือเห็นหยาดน้ำตาสักหยดหากแต่เขาก็รับรู้ได้ด้วยใจว่ายุนโฮกำลังร้องไห้

 

 

“คนเราน่ะครับ ต่อให้เป็นคนดีที่สุดหรือเลวสุดๆขนาดไหนก็ย่อมมีสัญชาตญาณปกป้องตัวเองทั้งนั้น”

 

 

“ไม่ว่าใครถ้าเคยเจ็บปวดที่สุดมาแล้วก็ไม่อยากจะเจ็บซ้ำอีก มนุษย์เราล้วนมีความกลัว และหนึ่งในความกลัวที่ผมกับพี่ก็มีเหมือนกับคนอื่นๆคือกลัวการสูญเสีย กลัวความเจ็บปวด แล้วมันจะถือเป็นความผิดได้ยังไงหากเราเลือกที่จะหลีกหนีความเจ็บปวดซ้ำซากนั่นซะ”

 

ถึงตอนนี้ชางมินเพียงยกแขนข้างหนึ่งขึ้นโอบไหล่ที่สั่นเบาๆของยุนโฮไว้หลวมๆ เขารู้ดีถึงความเจ็บปวดทรมานที่คนเป็นพี่เคยได้รับมาก่อน การสูญเสียคนรักจากอุบัติเหตุที่ไม่อาจทำใจให้ยอมรับได้ วันหนึ่งที่ยังรักกันอยู่หากแต่วันถัดไปยมทูตกลับเอื้อมมือมาฉุดกระชากลมหายใจแสนรักนั้นไปจนสิ้นเหลือไว้เพียงแต่ร่างกายไร้วิญญาณและหัวใจที่แตกสลายของคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

 

“ถ้าพระเจ้าจะใจร้ายถือว่านั่นเป็นความผิดบาปจริงๆ ป่านนี้คงไม่มีใครได้ขึ้นสวรรค์แล้วล่ะครับ”

 

ชางมินยิ้มขึ้นบางเบาอย่างให้กำลังใจ แม้เขาจะไม่รู้ว่าเวลาที่ผ่านมาร่วมขวบปีนั้นเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้างจึงทำให้ยุนโฮคิดกังวลไปได้ถึงขนาดนี้ แต่ไม่ว่าสำหรับเขาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะไม่มีทางกล่าวโทษความรู้สึกของยุนโฮที่ดึงดันไม่ยอมสูญเสียแจจุงไปเป็นแน่ เพราะหากคนเราเอาความถูกต้องเป็นที่ตั้งไปเสียหมด ชีวิตนี้อย่างไรเลยก็ไม่มีทางมีความสุขได้ ยิ่งกับชองยุนโฮพี่ชายผู้แสนดีที่สุดเท่าที่เขาเคยรู้จักตั้งแต่เกิดมาด้วยแล้ว หากจะหยิบยื่นความสุขให้ตัวเองบ้างจะเป็นอะไรไป

 

 

“ชีวิตนี้พี่ทำอะไรให้คนอื่นมาเยอะแล้วครับ ได้โปรดทำเพื่อตัวเองบ้าง ทำตามคำเรียกร้องของหัวใจตัวเองน่ะมันไม่ผิดมากไปหรอกครับ”

 

หนุ่มรุ่นน้องแย้มยิ้มมากขึ้นอีก เขารับรู้ถึงความรู้สึกของยุนโฮที่มีต่อแจจุงแม้เจ้าตัวจะไม่เคยบอกเล่าอะไรให้ฟัง เพราะดวงตาแสนอบอุ่นของชายหนุ่มนั้นเหมือนกระจกใสที่สะท้อนสิ่งที่อยู่ในหัวใจออกมาจนหมดไม่เคยโกหกหรือปิดบัง ชางมินรู้สึกได้ถึงแววตาแสนรักแสนห่วงหายามที่ดวงตาของพี่ชายจ้องมองยังใบหน้าสวยงามราวนางฟ้าที่หลับใหลอยู่บนเตียงตรงหน้านี้

 

 

“ขอบคุณมากนะชางมิน”

 

คำพูดของชางมินเรียกความสบายใจให้จุดขึ้นในแววตาของชายหนุ่มได้บ้าง ยุนโฮหันไปยิ้มขอบคุณให้รุ่นน้องโดยที่ไม่ได้กล่าวอะไรอีก เขาสองคนเข้าใจกันดีด้วยมิตรภาพแน่นแฟ้นที่ทั้งเคยร่วมเรียนและทำงานด้วยกันมายาวนาน ชางมินตบบ่าของรุ่นพี่เบาๆก่อนจะลุกขึ้นเมื่อถึงเวลาอันสมควรที่ตนจะปล่อยให้ยุนโฮได้ใช้เวลาอยู่กับคนแสนสวยงามที่หลับใหลอยู่เพียงลำพัง

 

 

“ผมขอตัวก่อนนะครับ มีอะไรเรียกผมได้นะ คืนนี้ผมอยู่เฝ้าแม่ทั้งคืน”

 

 

สิ้นเสียงงับประตูปิดของแพทย์หนุ่มรุ่นน้องบรรยากาศภายในห้องก็พลันเงียบงันด้วยไร้ซึ่งเสียงสนทนาใดๆ ยุนโฮถอนหายใจลึกจนรู้สึกวูบโหวงในอก ราวกับมวลอากาศในห้องจะหนานักเสียจนทำให้เขาอึดอัดจนทนแทบไม่ไหว ชายหนุ่มแนบใบหน้าของตนสัมผัสกับหลังมือสวยที่ขาวและบอบบางเสียจนเห็นเส้นเลือดเจือจางพลางภาวนาในใจ หยุดปลายสายตาอ่อนล้าให้จับจ้องอยู่ที่ใบหน้าสวยแสนนิ่งงัน

 

 

หากทำตามสัญชาตญาณของหัวใจ เขาจะไม่ผิดอย่างนั้นหรือ

 

 

แพรขนตายาวละไปบนผิวขาวละเอียดที่ผุดผ่องเหมือนกับหิมะที่ต้องแสงทองของดวงอาทิตย์ จมูกโด่งสวยผ่อนลมหายใจแผ่วเบาเข้าออกเชื่องช้า กลีบปากแดงเรื่อแลดูนุ่มนิ่มน่ารักราวกับกลีบดอกไม้แรกแย้มที่เบ่งบานท่ามกลางหิมะขาว รูปลักษณ์งดงามราวกับนางฟ้าบนสวรรค์ที่ไม่อาจจับต้องได้ ผู้แสนสวยงามระยิบระยับเสมือนฝันยิ่งกว่าความเป็นจริง หากด้วยเหตุใดเล่าจึงต้องทรมานราวถูกสาป

 

 

ถ้าเปรียบแจจุงคือนางฟ้าผู้ถูกลืม ยุนโฮก็คงเป็นมนุษย์ผู้ซึ่งถูกพระเจ้าเกลียดชังไม่ต่างกัน

 

 

ตลอดชีวิตที่ดำเนินมาจนถึงวันนี้ ชองยุนโฮเป็นคนหนึ่งที่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเขาเข้าใจถึงความทรมานจากความเจ็บปวดดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร ราวสิบปีก่อนเป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้จักกับความสูญเสียเมื่อบุพการีผู้เป็นที่รักจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ความเจ็บปวดแสนสาหัสส่งให้เขามีแรงจุดประกายที่จะศึกษาต่อด้านแพทย์เพื่อว่าจะได้ช่วยเหลือสุดความสามารถไม่ให้ใครได้รู้สึกทรมานเฉกเช่นตัวเขาอีก

 

ความพยายามบากบั่นของเขาเห็นผลเมื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ตั้งใจได้ทุกอย่างก็สวยงามราวกับท้องฟ้ากว้างหลังฝน และไม่กี่ปีหลังจากนั้นชายหนุ่มพบรักกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งในมหาวิทยาลัยเดียวกันที่เปรียบเหมือนเป็นหยาดฝนชโลมใจอันโดดเดี่ยวและอ่อนล้าของเขา แม้อาจจะไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เปิดเผยนักด้วยเพราะครอบครัวใกล้ชิดไม่อาจยอมรับได้ หากพวกเขาก็แอบคบและรักกันลับๆโดยมีเพียงแค่เพื่อนสนิทเท่านั้นที่รับรู้ถึงความสัมพันธ์นี้

 

ทว่าคนบนฟ้าก็ยังไม่สาแก่ใจพอ เพราะหลังจากที่พวกเขาคบหากันมาห้าปีเต็มชีวิตของยุนโฮก็พลันพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ ความตายย่างกรายเข้ามาพรากคนที่เขารักไปอีกครั้ง และยิ่งโหดร้ายเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของยุนโฮโดยที่เขาไม่อาจช่วยอะไรได้ วินาทีที่ชายหนุ่มพยายามเยื้อยุดฉุดกระชากลมหายใจของคนรักนั้นพลันก็สูญเปล่าไปจนสิ้น ยุนโฮตระหนักดีด้วยเหตุการณ์ในวันนั้นว่าเขาเป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กๆผู้ซึ่งไม่อาจจะขัดขวางมติแห่งสวรรค์ได้

 

นับจากนั้นมาเขาก็ได้แต่ขังตัวเองอยู่กับความเศร้าโศกเป็นเวลายาวนาน ทั้งพยายามทุ่มเทกำลังความสามารถของตนเต็มที่เพื่อช่วยชีวิตของคนอื่นเท่าที่จะทำได้ ราวกับยุนโฮพยายามอุทิศชีวิตของตนเพื่อไถ่บาปให้แก่ตนเอง ทว่าจนบัดนี้เขาก็ยังไม่เคยเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์นั้นเลยแม้เพียงนิด เหมือนกับว่าเขาจะต้องจมอยู่กับห้วงแห่งความเจ็บปวดซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตกว่าที่จะสามารถเยียวยาให้บรรเทาลงได้

 

ยุนโฮอาจจำต้องยอมจำนนต่อชะตากรรมที่ถูกขีดไว้แล้วไปตลอดทั้งชีวิต

 

 

น้ำใสเอ่อคลอขึ้นมาในคลองตาอีกครั้งหากแต่เจ้าตัวกลับเช็ดมันออกไปก่อนที่จะทันได้ไหลรินออกมา ที่ผ่านมาชายหนุ่มทำได้แต่เพรียกถามตัดพ้อต่อสวรรค์ สถานที่ซึ่งอาจมีตัวตนอยู่แค่เพียงในจินตนาการของมนุษย์ผู้สิ้นหวังเท่านั้น เขาทำได้เพียงเฝ้าภาวนาบทสวดที่เคยคุ้นทั้งที่ไม่อาจรู้ได้ว่าเสียงอ้อนวอนของตนจะไปสิ้นสุดยังเบื้องบนอย่างที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์หรือไม่

 

 

ได้โปรดเถอะ ผมไม่อยากสูญเสียใครไปอีกแล้ว

 

 

 

 

 

 

ช่างยาวนานราวชั่วชีวิต เมื่อยุนโฮไม่สามารถทานทนต่อความเหนื่อยล้าของทั้งร่างกายและจิตใจของตนได้เผลอฟุบหลับไปข้างเตียงทั้งอย่างนั้น ลมหายใจพรั่งพรูออกมาสม่ำเสมอจากจมูกโด่งและริมฝีปากที่เผยอออกน้อยๆด้วยความอ่อนเพลียเกินรับไหว โสตประสาทเงียบงันเพียงสดับได้แต่การทำงานของเครื่องปรับอากาศและเสียงนาฬิกาที่บอกเวลาเข้าใกล้ช่วงเช้าของวันใหม่เท่านั้น

 

 

ตึก..ตัก..ตึก..ตัก

 

 

สรรพเสียงแสนเคยคุ้นของอะไรบางอย่างพลันดังอยู่ที่ข้างหู เสียงนั้นไม่ได้ดังเกินไปที่จะฉุดกระชากให้เขาตื่นจากความฝัน หากแต่ก็ไม่แผ่วเบาจนเกินกว่าที่จะรับฟังได้ อวลไอแผ่วบางของสุ้มเสียงนั้นหากแม้จะเจือจางเหลือเกินแต่กลับให้ความรู้สึกอันอบอุ่นปลอบประโลม เรียกให้ริมฝีปากหยักนั้นแย้มยิ้มขึ้นน้อยๆทั้งที่ยังอยู่ในห้วงนิทรารมย์แสนหวาน

 

 

ตึก..ตัก..ตึก..ตัก

 

 

ชั่วลมหายใจหนึ่งที่เขาพลันเห็นภาพของตัวเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางเมฆหมอกหนาสีขาวจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใด ยุนโฮเพียงแค่หยั่งเท้าช้าๆก้าวผ่านไปในม่านหมอกนั้น เกล็ดเล็กบางเกล็ดหนึ่งโปรยปรายลงมาสัมผัสกับผิวกาย เมื่อนั้นที่ความร้อนของผิวสัมผัสของเขาทำให้เกล็ดสีขาวน้อยๆนั้นละลายหายไป ยุนโฮยิ้มขึ้นเมื่อรับรู้ได้ว่าหมอกเจือจางที่ปกคลุมอยู่รอบกายนั้นแท้จริงคือหิมะขาวที่โปรยปรายลงมาอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน

 

 

ตึก..ตัก..ตึก..ตัก

 

 

เสียงนั้นชัดเจนยิ่งขึ้นราวกับชายหนุ่มเข้าใกล้ต้นกำเนิดเสียงมากขึ้นทุกที เขากวาดสายตามองไปโดยรอบแล้วก็เป็นเช่นเดิมที่เห็นเพียงหิมะบางเบาโปรยปรายโอบรอบทั่วทุกพื้นที่ให้มีแต่สีขาว

 

 

ตึก..ตัก..ตึก..ตัก

 

 

ในเสี้ยววินาทีหนึ่งทันทีที่กระพริบตา ยุนโฮรู้สึกถึงความอุ่นวาบที่ส่งผ่านมายังผิวแก้มของเขา ชั่วอึดใจหนึ่งราวกับฝันไปเมื่อใบหน้าแสนสวยงามของคนที่เขาเฝ้ารักสุดใจปรากฏสู่สายตา คนที่มักเจอกันทุกครั้งเมื่อหลับฝันหากแต่ในคราวนี้กลับแตกต่างออกไป แจจุงไม่ได้หันหลังให้เขาอย่างเช่นคราวก่อนๆหากแต่กำลังจดจ้องปลายสายตาสบเข้ากับดวงตาแสนโหยหาของเขาด้วยแววตาที่อ่อนโยนที่สุด

 

ยุนโฮขยับริมฝีปากหากไร้ซึ่งสุ้มเสียงใดๆเอื้อนเอ่ยออกมา ราวกับว่าเสียงของเขาถูกริดรอดไปจนสิ้นในโลกเร้นใบนี้ เขาจึงได้แต่แย้มยิ้มตอบร่างบอบบางที่ยืนอยู่ตรงหน้า เมื่อนั้นเองราวตาฝาดเมื่อรอยยิ้มบางเบาทว่าแสนเจิดจ้าเหลือเกินในความรู้สึกจุดขึ้นที่ริมฝีปากแดงชาดของอีกฝ่าย

 

 

ตึก..ตัก..ตึก..ตัก

 

 

เวลานั้นที่เขาล่วงรู้ว่าเสียงแสนคุ้นหูนั้นคืออะไร

 

 

ตึก..ตัก..ตึก..ตัก

 

 

เสียงของหัวใจของเขาที่เคยเต้นอย่างเจ็บปวด ทว่าในคราวนี้กลับแตกต่าง

 

 

ตึก..ตัก..ตึก..ตัก

 

 

ความอุ่นซ่านแผ่ออกมาจากหัวใจจนรู้สึกสุขไปทั่วสรรพางค์กาย เมื่อนี้เองที่ยุนโฮเพิ่งจะรู้สึกว่าหิมะที่โปรยปรายอยู่รอบกายของเขานั้นช่างอวลอุ่นเสียเหลือเกิน

 

 

 

ตึก..ตัก..ตึก..ตัก

 

 

 

 

ชายหนุ่มค่อยๆขยับเปลือกตาเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงการขยับของมือเรียวบางที่แนบอยู่กับผิวแก้มของตน และไม่นานสัมผัสอุ่นจากฝ่ามืออีกข้างก็ลูบไล้เชื่องช้าที่ศีรษะของเขาราวกับกำลังขับกล่อม ยุนโฮค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างงัวเงียทว่าก็ต้องหยีตาลงเล็กน้อยเมื่อแก้วตาพลันรู้สึกถึงแสงแดดอ่อนบางที่สาดเข้ามาจนการมองเห็นพร่ามัว

 

เขาไม่อาจรู้ได้ในทันทีว่าเป็นความจริงหรือความฝันเมื่ออวลไอสีขาวจางยังปกคลุมอยู่รอบกาย หากเมื่อเขาหยัดกายขึ้นจากข้างเตียงแล้วได้สบกับแก้วตาหวานใสที่จ้องตอบกลับมานั้นริมฝีปากก็พลันจุดยิ้มขึ้นมาทันทีอย่างอบอุ่นในใจ แม้ว่าจะปราศจากคำพูดใดๆเช่นเดียวกับในความฝันหากแต่รอยยิ้มน้อยๆจากกลีบปากแดงสวยนั้นก็แทนถ้อยคำทั้งหมดทั้งมวลที่เจ้าตัวต้องการสื่อออกมาได้ทั้งหมด

 

 

“แจจุง”

 

 

กระแสเสียงนุ่มทุ้มพลันสดชื่นราวได้รับหยาดน้ำทิพย์ชโลมเข้าสู่กลางใจ ยุนโฮสะบัดทิ้งซึ่งใบหน้าแสนเหนื่อยล้าแล้วมอบจุมพิตบางเบาบนหน้าผากที่ถูกละด้วยปอยผมสีดำสวย แจจุงหลับตาพริ้มราวกับพยายามจะซึมซับไออุ่นนั้นไว้ให้ลึกล้ำเข้าไปในหัวใจแสนเงียบเหงา ทั้งสองสบตากันและกันโดยไร้ซึ่งคำพูดใดๆ มองสำรวจซึ่งกันและกันเนิ่นนานราวกับว่าไม่ได้พบเจอกันมาแสนนานราวชั่วนิรันดร์

 

ครานั้นที่ยุนโฮจับมือแบบบางขึ้นแนบแก้ม เช่นเดียวกับมือใหญ่ของตนอีกข้างที่เฝ้าลูบไล้ข้างแก้มที่ระบายเลือดฝาดสีชมพูสวยของแจจุง ประหนึ่งฉากจบของเทพนิยายซึ่งเจ้าชายเพิ่งปลุกเจ้าหญิงให้ตื่นจากห้วงนิทราอันแสนยาวนาน ความรักอวลซ่านคลาเคล้าไปกับลมหายใจของทั้งคู่ที่กระทบกับผิวกายของอีกฝ่าย ริมฝีปากเคลื่อนเข้าหากันราวมีแรงดึงดูดมหาศาล

 

 

หากวินาทีนั้นที่ลมหายใจพลันสะดุด

 

 

“เอ่อ แจจุงเป็นยังไงบ้างครับ”

 

ยุนโฮผละออกมารวดเร็วอย่างคนที่เพิ่งสะดุ้งตื่นจากความฝัน อวลไอแสนหวานเข้มข้นเมื่อครู่กลับพลันเจือจางลงในมวลอากาศเหลือไว้แต่กระไอบางเบาของความห่วงใยอย่างเช่นที่ผ่านมา ชายหนุ่มยิ้มบางแก้เก้อพลันเปลี่ยนเป็นจูบเบาๆบนหลังมือสวยนั้นแทน เสียงนุ่มกล่าวถามร่างบางที่เอาแต่ส่งสายตาหวานสวยจดจ้องเขาไม่คลาย

 

 

“ยังปวดหัวอยู่หรือเปล่าครับ หืม...”

 

ดูราวกับว่าความหมองเศร้าทุกอย่างจะคลายไปจากแววตา บัดนี้ไม่มีวี่แววของอาการผิดปกติใดๆของร่างบางอีกเหมือนว่าระยะเวลาตลอดค่ำคืนที่ยาวนานช่วยพัดพาฝันร้ายให้เลือนหายไปจนสิ้นแล้ว ยุนโฮยิ้มอย่างโล่งใจเมื่ออาการของแจจุงไม่มีอะไรร้ายแรงอย่างที่เขากังวล พลันหยัดกายลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่เกือบค่อนคืน

 

 

“งั้นเดี๋ยวรอผมเปลี่ยนชุดก่อนนะครับแล้วเราค่อยไปกัน สองสามวันนี้แจจุงพักที่คอนโดผมก่อนนะแล้วเราค่อยกลับบ้านที่ทะเลกันนะครับ”

 

กล่าวบอกอีกฝ่ายถึงแผนการที่เขาคิดไว้แต่แรก ด้วยเพราะสภาพร่างกายของร่างบางที่อาจจะเหนื่อยล้าเกินไปทำให้เขาตัดสินใจพักอยู่ที่คอนโดซึ่งเคยซื้อทิ้งไว้ที่โซลเมื่อหลายปีก่อนตอนที่เป็นแพทย์ประจำอยู่ที่นี่เพื่อให้แจจุงได้พักผ่อนก่อนจะเดินทางไกลในอีกสามวันถัดจากนี้

 

รอยยิ้มยังไม่คลายจากปากหยักเมื่อชายหนุ่มผละจากร่างบนเตียงไปทำธุระส่วนตัวของตน ความยินดีที่อัดแน่นอยู่ในอกแสนอุ่นซ่านทว่ากลับบดบังทำให้เขาไม่ทันได้สังเกตเห็นแววแห่งความกังวลที่ก่อตัวขึ้นในดวงตาคู่งามนั้นเลยแม้แต่น้อย

 

 

แจจุงเพียงจับจ้องยังแผ่นหลังของชายหนุ่มที่หายลับเข้าไปหลังประตูห้องน้ำ และจดจ่ออยู่เช่นนั้นยาวนานราวหนึ่งนาทีเต็มก่อนจะค่อยๆละสายตาแล้วมองไปยังนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอยที่ซึ่งบัดนี้อณูความมืดมิดน่าสะพรึงกลัวยามค่ำคืนถูกแทนที่ด้วยแสงสว่างของยามเช้า แสงอาทิตย์อ่อนๆที่สาดส่องลงมาช่วยละลายหิมะบางส่วนและหวนพาความอบอุ่นกลับคืนสู่โลกอีกครั้ง หากแม้นว่าเกล็ดน้ำแข็งที่ฝังอยู่ลึกล้ำภายในใจของเขายังไม่มีทีท่าว่าจะละลายลงได้

 

มือเรียวบางพลันกำแน่นขึ้นอีกเมื่อความไม่สบายใจบางอย่างแล่นริ้วเข้าสู่ความคิดในสมอง ราวกับเขาจะล่วงรู้ได้ถึงเหตุการณ์เลวร้ายบางอย่างที่หวั่นกลัวเหลือเกินว่ากำลังจะเกิดขึ้นอีกในไม่ช้า ลมหายใจหนักหน่วงถูกผ่อนออกมาอย่างเป็นกังวล ริมฝีปากแดงเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง หากตอนนี้แจจุงทำได้แค่เพียงเก็บกักทุกสิ่งทุกอย่างไว้แต่ภายในใจเท่านั้นด้วยไร้สามารถที่จะบอกกล่าวให้ใครรับรู้ได้

TBC